2005/May/06

เนื่องจากไปลุยกระทู้มาหลายที่มากๆ พิมพ์ไปอื้อ...ก็เลย จะก๊อปที่ผมเคยเมนต์ไปมาแปะแทนน่ะครับ อาจจะดูแปลกๆหน่อย แต่เนื้อความนี่คิดว่าไม่มีปัญหา ^^


http://www.pantip.com/cafe/wahkor/topic/X3443599/X3443599.html
edit @ 2005/05/06 22:28:14

ถึงจะใช้ปีนี้หรือ ถอยไปใช้อีก 3 ปีข้างหน้า ก็ไม่มีความเป็นธรรมกับการคัดเลือกอยู่ดี

เป็นไปไม่ได้หรอกที่เกณการให้เกรดของโรงเรียนทั้งประเทศจะเสมอภาคกัน จังหวัดที่ผมอยู่ โรงเรียนใหญ่ในเมือง 2 แห่ง ยังให้เกรดยากง่ายไม่เท่ากันเลย และเป็นไปไม่ได้ที่จะเท่ากัน เพราะคนละโรงเรียน อาจารย์คนละคน

ข้อสอบมิดเทอม กับข้อสอบไฟนอล ของโรงเรียนรัฐฯ ยังไม่ได้เป็นข้อสอบกลางเหมือนกันหมดเลย (ซึ่งตรงนี้โรงเรียนเอกชน เครือซาเลเซียน เขาทำได้ไปแล้ว)
ไม่ต้องพูดถึงคะแนนเก็บ ที่อาจารย์แต่ละคนปล่อยไม่เท่ากัน มีเกณไม่เหมือนกัน

ข้อให้มหาวิทยาลัยหลายๆแห่ง ร่วมกันแบนระบบติงต๊องนี่ให้มันหายไปกับกาลเวลา......

ผมเพิ่งเอนท์เสร็จ ดูสิ่งที่ระบบนี้ที่จะเกิดขึ้นยังเห็นใจแทนคนที่จะใช้ระบบนี้ในปีหน้าเลย

อนาคตคนหลายแสน ไม่ใช่หนูทดลองน่ะครับ อ้างว่าดีระยะแล้ว แล้วคนที่โดนเป็นหนูลองยา เขาจะเอาความยุติธรรมจากไหน??

อีกอย่าง แม้แต่มหาวิทยาลัยรัฐฯเอง แต่ละที่ ก็มีความสมบูรณ์พร้อมไม่เท่ากัน ไม่เท่าเทียมกัน ทั้งในวิชาการ และสังคมภายใน คนที่เขาเรียนเก่งๆ เขาก็อยากเข้าไปอยู่ที่พร้อมมากกว่า และปลอดภัยกว่า ถ้าเขาเก่งจริง เขาควรได้รับสิทธิ์นั้น

======================
อยากให้ลองใช้เหตุผลมาร่วมกันแสดงความคิดเห็นกันอีกสักนิดครับ..
1. มหาวิทยาลัยของรัฐ เป็นมหาวิทยาลัยที่เป็นของผู้ที่เรียนเก่ง ทำข้อสอบเก่งอย่างเดียวเท่านั้นหรือครับ เยาวชนที่เรียนไม่เก่งมาก ทำข้อสอบอยู่ในระดับกลางๆ แต่มีความเสมอต้นเสมอปลาย เรียนในโรงเรียนของตัวด้วยความรับผิดชอบต่อการเรียน จึงทำให้มีคะแนน GPA สูง จะต้องไปเรียนที่มหาวิทยาลัยอื่น ที่ไม่ใช่มหาวิทยาลัยดังๆ อย่างนั้นหรือครับ
2. การปฏิรูประบบการศึกษาของไทย ก็มุ่งเน้นที่จะพัฒนา และสร้างความเท่าเทียม ทางด้านการศึกษาให้กับทุกคนมิใช่หรือครับ คนเรียนเก่ง และคนที่เรียนไม่เก่ง ต้องมีโอกาส ที่จะเลือกศึกษาในสถาบันที่มีคุณภาพ อย่างทัดเทียมกันมิใช่หรือครับ
==================

แย้งข้อที่ 1.
คนที่เรียนดีตามหลักสูตรมาตลอด รวมถึงสอบใน ร.ร. ได้เกรดดีๆ หมายความว่าเขามีความรู้ในเรื่องที่เรียนเป็นอย่างดี เป็นไปไม่ได้ที่เขาจะทำข้อสอบเอนท์ได้แย่กว่าคนที่กวดวิชาอย่างเดียว เว้นแต่เกรดของเขาได้มาโดยไม่ใช่ความสามารถในการเรียนและสอบเก็บคะแนนของเขาเอง

ข้อนี้ต้องไปดู นร. จริงๆดู คนที่ขยันๆ ส่วนใหญ่ได้เกรดใน ร.ร. ดีๆ เป็นดาวของห้อง พอเขาไปเอนท์ เขาก็ได้คะแนนสูงกว่าคนอื่นๆ เหมือนกับที่ระดับ GPA โรงเรียนให้ไว้เป็นส่วนใหญ่เสมอ
คนหลายคนที่ติดคณะแพทย์ที่ดังๆได้ ผมกล้าท้าเลยว่ามีมากกว่าครึ่ง ที่ไม่ได้เรียนกวดวิชาเลย แต่ติวด้วยตัวเองล้วนๆ รวมถึงคนได้คะแนนสอบสูงสุดแต่ละรายวิชาในแต่ละปี ที่เคยสัมภาษณ์ออกทีวีปีที่แล้ว ถ้าคุณสามารถหาข่าวนั้นของปีที่แล้วเจอ
และผมไม่เคยเห็นใครที่เกรดใน ร.ร. ดี แล้วจะไปสอบเอนท์ได้คะแนนห่วยมาก่อนเลย (จากนักเรียนในรุ่นผม) มันเป็นของตายที่เขาทำคะแนนได้นำหน้าเพื่อนทุกคนในรุ่น

แย้งข้อที่ 2.
การสร้างความเท่าเทียมทางการศึกษา
ควรจะยกระดับสถาบันที่ยังไม่ดีพอให้ดีขึ้น ??
หรือ
ควรจะลดระดับสถาบันที่ดีอยู่แล้วให้แย่ลง ???????

การเอนท์ระบบเดิมเป็นการคัดที่เรียนตามความเหมาะสมของความสามารถแต่ละบุคคลอย่างลงตัวอยู่แล้ว ( ทั้งทางวิชาการ และสภาพสังคมภายใน ม. นั้นๆ )

เรื่องการปนเปของนักเรียนที่เรียนไม่ดี และเรียนดีในสถานศึกษา ผมว่าหลายๆคนคงจะซึ้งอยู่แล้วกับสมัย นายก ชวนฯ ที่เปลี่ยนระบบรับ นร. ระดับมัธยม ให้มีการจับฉลาก เด็กในพื้นที่ 90% สอบเข้า 10% มันแสบสันต์มาก.....
โรงเรียนที่มีเด็กเรียนดี อยู่ในระเบียบวินัย มีแต่คนคุณภาพจนเป็นที่กล่าวขาน เพียงแค่ระบบนี้เข้ามา....
เละครับ ทั้งระดับการเรียนรู้ และ สภาพแวดล้อมในโรงเรียน เด็กใกล้ ร.ร. บางคนมาจากชุมชนที่เถื่อน และเคยอยู่ในสภาพดื้อด้านไร้ระเบียบวินัย สามารถเข้ามาเรียนในที่ๆ เคยมีแต่คนคุณภาพ เริ่มมีอะไรที่เห็นเป็นรูปธรรมอย่างที่ไม่เคยมี
ฝาห้องต่างๆเต็มไปด้วยรอยขีดเขียน รวมถึงโต๊ะเรียน บางห้องโต๊ะกับเก้าอี้โดนหั่นขา หั่นพนัก อย่างน่าเวทนา โดยฝีมือนักเรียนในห้องนั้นๆเอง
กำแพงโรงเรียน มีการทุบรูเป็นขั้นบันไดเพื่อให้ปีนหนีเรียนออกไปเล่นเกมข้างนอกได้
รวมถึงฝาผนังตามที่ต่างๆ ที่มีโลโก้ แสดงศักดิ์ดา ของสารพัดแก๊งอันธพาล ที่ผุดขึ้นมาในโรงเรียนอย่างที่ไม่เคยมีในประวัติศาสตร์โรงเรียนนั้นมาก่อน

และมันทำให้คนที่ตั้งใจเรียน รักเรียนจริงๆ กลับต้องพลาดโอกาสเรียนที่ดีๆ เพราะสอบเข้าไม่ได้
คิดดู 90% กับ 10% ...... ถึงแม้คนที่เข้าได้จากการสอบจะมีแต่เด็กเก่งๆสุดๆเท่านั้น แต่เด็กที่เก่งน้อยกว่า มีความประพฤติดีกว่าเด็กจับฉลากบางคนหลายเท่าตัว กลับไม่ได้โอกาสได้เข้าไปเรียน ขณะที่เด็กทรามหลายคน ได้เข้าไปนั่งเรียนและทำเรื่องเสื่อมๆ ในโรงเรียนนั้นได้ มันน่าเจ็บใจแค่ไหน...... เป็นคนดีไม่ได้ดี แล้วใครจะอยากทำดี....... เป็นการลดคุณภาพประชากรถึงสองชั้นเลยทีเดียว

ผมบ่นมานี่เจอกับตัวมาทั้งนั้น แค้นสุดจะแค้น

ใครจะบอกว่า โลกมันไม่ยุติธรรม ได้เรียนรู้ตั้งแต่เด็กก็ดีแล้ว ....... ขอเถอะ ให้มันอยู่ในสังคมผู้ใหญ่ อย่าให้มันลามไปถึงคนวัยศึกษาเลย อย่างน้อยรัฐฯบาล ที่เราวางใจให้ปกครองประเทศควรจะให้ความยุติธรรมได้ ถ้าคนเราไร้ความเป็นธรรมแล้ว คนเราไม่ต่างกับสัตว์เลย ไร้การพัฒนา

การเอนท์ ไม่ได้กำหนดอะไรไว้เลยว่า " คนพื้นที่นั้น ห้ามมาลงเรียนในพื้นที่นี้ " หรือจำกัดพื้นที่ๆจะเลือกเรียนเลย เปิดให้ทุกคนมีโอกาสเลือกอย่างเสมอภาคกัน เด็ก ตจว. ที่ต้องกาเข้าไปเรียน กทม. ตั้งแต่แรก เขาจะเตรียมตัวเนิ่นๆ และเป็นเด็กเรียนดีอย่างโดดเด่นกว่าคนอื่นครับ นั่นคือความจริงที่เป็นมา และคนที่ไม่คิดแบบนั้น ก็มองเฉพาะมหาวิทยาลัยใกล้บ้าน ที่ไม่ต้อง " เครียด " กับการแข่ง ตรงนี้ผมก็พยายามบอกว่า เด็ก ตจว. ส่วนใหญ่ มักเรียนแบบสบายๆ เรื่อยๆ ไม่ซีเรียส ตรงนี้เลยทำให้ดูเหมือนเด็ก ตจว. คะแนนเอนท์น้อยกว่า ==> โอกาสการศึกษาน้อยกว่า , ซึ่งจริงๆมันไม่ใช่ โอกาสมันมีพร้อม แต่มันไม่ต้องแข่งกันมาก ถึงไม่เห็นความจำเป็นที่ต้องเครียดกับการเรียน เอาเวลาไปพักผ่อนซะบ้างดีกว่า ( เพื่อนๆผม นัดกันยกไปเที่ยวเขื่อน เที่ยวอุทยาน น้ำตก ป่าเขา กันเป็นบางครั้งด้วยซ้ำ ) ระดับคะแนนเลยไม่สูง

เรื่องโควต้า มหาวิทยาลัยส่วนภูมิภาคปกติเปิดรับอยู่แล้วครับ โดยใช้ผลการเอนท์เดือนตุลาฯ เป็นเกณ โดยแบ่งเป็นสองส่วน คือ สำหรับคนในพื้นที่ และ ในภูมิภาคอื่น ( ซึ่งเกณขั้นต่ำจะตั้งไว้สูงกว่าสำหรับเด็กในพื้นที่ของ ม.นั้นๆ เอง )

แล้วเรื่องนี้ไม่จำเป็นที่ต้องเปลี่ยนเป็น แอดมิสชั่น แค่ให้ ม. ใน กทม. แบ่งส่วนที่รับ นศ. ส่วนนึง เปิดเป็นการขายใบสมัครโควต้า ( ซึ่งสมัครได้ไม่จำกัดพื้นที่ ) ก็ลงตัวแล้ว ไม่มีปัญหาเรื่องคะแนนสอบคัดเลือกที่อิง GPA อย่างไม่เป็นธรรมด้วย
...ซึ่งที่พอจะใกล้เคียงตัวนี้ ณ ตอนนี้ คือการสอบตรง ที่ยุ่งยากกว่าหน่อย เพราะต้องไปไล่สอบที่ๆเราจะเข้า ไม่ได้ใช้คะแนนเอนท์ฯ

ตรงนี้ตามระบบแอดมิสซั่นที่ผมเข้าใจ ผมจะลองร่ายมาดูเผื่อว่าผมจะเข้าใจผิด ผมถึงไม่เข้าใจสิ่งที่อธิการไฝนั่นบอกว่าสมเหตุผลในการที่จะเปลี่ยน หรือที่อากิบอกว่า มันเหมือนโควต้า
มันเหมือนเฉพาะการที่ต้องยื่นคะแนนสมัครเอง แต่ต่างกันโดยสิ้นเชิงในเรื่องมาตรฐานคะแนนที่จะเอามาใช้ ที่ไม่ยุติธรรมด้วยค่า GPA ที่ไม่รู้จะเอามารวมด้วยทำไมถึง 50% เพราะโควต้า ไม่มีการคิดค่า GPA เป็นรูปคะแนนรวมกับคะแนนเอนท์ดิบทั้งสิ้น แต่เอามาดูเฉยๆ ว่าต้องไม่ต่ำไปจนน่าเกลียด หรือผิดปกติวิสัยจนน่าสงสัยว่าทุจริตการเอนท์ รวมถึงการจองพื้นที่ สำหรับการรับแต่ล่ะส่วนอย่างชัดเจน ไม่ใช่จับมารวมกันทุกประเภท ทั้ง กทม. ตจว. ทุรกันดาร ซึ่งมัน ไม่ควรจะเอามารวมกันได้เลย เพราะรูปเกณต่างกันเกินไป

โดยรวมปัญหาหลักของ แอดมิสชั่น ที่ยังเป็นที่ต่อต้าน ต่างจากโควต้าปกติคือ

- ไม่แบ่งประเภทการสมัครตามพื้นที่อย่างชัดเจน แต่กลับจับรวมกันหมด ( ข้อนี้ถ้าเข้าใจผิดอภัย )
- ใช้ค่า GPA 50% ในการคัดเลือก ทั้งๆที่ระบบโควต้าเดิม ดูเฉพาะคะแนนเอนท์ดิบ (เพราะช่วงเดือนตุลาฯค่า GPA ยังไม่ออก และไม่มีให้กรอกเกรด ใดๆ ในชุดใบสมัครโควต้า ม.อุบลฯ ของผมเลย) เป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศ เพื่อประเมินว่า เด็กคนนั้นๆ มีศักยภาพจะเรียนใน ม. นั้นๆ โดยไม่มีปัญหาการตามเพื่อนไม่ทันหรือไม่ ต่างกับ แอดมิสชั่น โดยสิ้นเชิง ไม่ว่าจะยังไงผมก็เห็นด้วยกับแอดมิสชั่นไปไม่ได้เลย ถ้าบอกว่าจะเปลี่ยนเป็นโควต้าทั้งหมดนี่ยัง ok ขอแต่ไม่ให้มี GPA มาเอี่ยว มันยุติธรรมแน่นอน
ทำไมเขาถึงดึงดันจะใช้ GPA ขนาดนั้น?? ถ้าแค่บอกว่าเพราะจะได้ไม่มีปัญหาออกไปเรียนพิเศษกันมากจนไม่สนการเรียนปกติ ก็ไม่ใช่อีก ข้อสอบเอนท์เนื้อหาอยู่ในหนังสือเรียนทั้งนั้น ปัญหาอยู่ที่ อ. ในโรงเรียน ไม่หาข้อสอบเอนท์เก่าๆ ที่มีความพลิกแพลงสูงกว่าการสอบปก มาให้นักเรียนทำ ก็เท่านั้น แล้วทำไมถึงไม่แก้ตรงนี้?? การเรียนพิเศษมันจะแก้จุดด้อยตรงนี้ โดยเอาข้อสอบเอนท์มาให้ทำเพื่อเก็บประสบการณ์โดยตรง เลยดูเหมือนคนเรียนพิเศษจะทำคะแนนเอนท์ได้ดีกว่า

ตรงนี้มันเรื่องพื้นๆ การเข้าใจบทเรียนอย่างเดียว แต่ไม่มีชั่วโมงบิน ( ประสบการณ์คลุกคลีกับการฝึกทำข้อสอบเอนท์เก่าๆ ) มันไม่สามารถทำให้สอบได้คะแนนดีได้
เหมือนวิศวะกรผู้ผลิตเครื่องบินเขารู้ทุกอย่างเดียวกับตัวเครื่อง แต่ถ้าเขาไม่ได้ขึ้นบินบ่อยๆ ย่อมไม่มีทางที่จะขับเครื่องบินเก่งเท่าทหารอากาศ ที่ไม่สามารถสร้างเครื่องบินได้ แต่เขามีชั่วโมงบินเต็มเม็ดเต็มหน่วย ฝึกฝนตลอดเวลา

ตรงนี้ต่างหากที่ผมต้องถามเขาว่า ทำไมแบบฝึกหัดตามหนังสือหลักสูตรกระทรวงศึกษาพิการ มันถึงมีแต่แบบฝึกหัดพื้นๆ แต่กลับไม่รวมโจทย์พลิกแพลงยากๆระดับข้อสอบเอนท์ ไว้ให้เยอะๆ

ถ้าทำให้เด็กใน ร.ร. ชินกับการฝึกทำข้อสอบเอนท์ได้เท่าที่เรียนพิเศษ ผมเชื่อว่าไม่มีใครอยากไปเรียนพิเศษให้เปลืองเงินหรอก
เพราะคนที่ไม่สามารถบังคับการติวให้ตัวเองได้ จึงต้องเรียนพิเศษ ส่วนเด็กที่ควบคุมตัวเองได้ เขาหาข้อสอบเก่ามาติวกันเอง ผลที่ได้ไม่ต่างกับการเรียนพิเศษเลย

ดังนั้นจุดนี้ โควต้า ถึงเป็นที่ยอมรับ แต่ แอดมิสชั่น ที่ไม่เป็นธรรมด้วย GPA คนส่วนใหญ่เลยต้องสู้หัวชนฝาเพื่อตัวเขาเอง และคนที่เอนท์ผ่านไปแล้วส่วนหนึ่งก็สู้ด้วยเพราะมันเป็นสิ่งที่อนาคตของชาติต้องเจอ

ความเป็นธรรมในสังคมเป็นสิ่งจำเป็นครับ ไม่ใช่ว่าแอดมิสชั่นเพื่อให้ไทยเป็นเหมือนต่างชาติ ( ที่องค์ประกอบหลายอย่างไม่เหมือนเราซะด้วย ) ความเป็นธรรมเหมือนจริยะธรรมขั้นพื้นที่สุด ถ้าไม่มีแล้ว.... เอาเป็นว่าอารยธรรมมนุษย์ ไม่มีวันเกิดได้ถ้าไม่มีจริยะธรรมพื้นฐานตัวนี้ ไม่ได้แต่แม้การรวมเป็นสังคมด้วยซ้ำ ( ไม่พูดถึงอะไรใต้ดินใต้โต๊ะ คนละประเด็นกัน ) ถ้าไม่มีหลักนี้ มนุษย์ต้องใช้ชีวิตแบบนักล่าโดดเดี่ยว ( คล้ายๆ เสือ หมี เหยี่ยว ฯลฯ )

ถ้าพูดถึงแง่ที่ว่า สนับสนุนให้กลับไปพัฒนาบ้านเกิดแล้ว แอดมิสชั่นเอง ไม่ได้ช่วยตรงนี้เลยครับ เพราะมหาวิทยาลัยภูมิภาคเอง มีองค์ความรู้ให้ได้มากพอ แต่คนส่วนใหญ่ที่เรียนจบ ต้องการงานต้องการเงิน ก็ไม่พ้นต้องเข้า กทม. หรืออยู่หัวเมืองใหญ่ๆ ไม่ได้กลับไปชนบทกันหรอกครับ เพราะมันไม่มีงานให้เขาทำ สายวิชาที่เรียนจบมาเพื่อพัฒนาชนบทจริงๆ ก็มี ก็ต้องเป็นหน้าที่ของเขาไป คนเรียนจบสายอื่นๆ เขาไม่สามารถทำตรงนั้นได้หรอก

และจะให้พูดตรงๆ อาจจะแรงไปหน่อย ..... บางคนตั้งใจจะกลับไปพัฒนาบ้านเกิด จริง แต่พอเอาเข้าจริง พอเขาบอกคนอื่นว่าควรทำอย่างนั้นอย่างนี้ พัฒนาตรงนั้นตรงนี้ ไม่มีชาวบ้านคนไหนทำตามครับ .... ชาวบ้าน เคยทำยังไงก็จะทำแบบนั้นตลอดกาล ไม่คิดปรับปรุงเปลี่ยนแปลง ...รวมถึงระบบอวุโสค้ำหัว เดี๋ยวก็โดนด่าว่า เป็นเด็กทำมาเป็นสั่งสอนผู้หลักผู้ใหญ่.... รวมถึงบางเรื่องที่คุยกันไม่รู้เรื่อง ( เพราะระดับการศึกษาต่างกันเกินไป ) สุดท้าย คนที่คิดจะพัฒนาบ้านเกิดคนนี้ ก็ต้องทิ้งบ้านเกิดไป ยอมปล่อยให้คนในหมู่บ้านด่าเช็ดว่า " อุตส่าห์ได้ไปเรียนดี ไม่ทำอะไรให้หมู่บ้านบ้างเลย "
ก็เขาจะสอนให้พัฒนาอาชีพ ก็ไม่คิดจะทำ คิดแค่ว่าเขาเรียนสูงจะเอาเงินมาแจกหรืออย่างไร......
( ไอ้ที่จะจบแบบสวยงามอย่างที่เป็นในเรื่อง ผู้ใหญ่มี กับนางมา อะไรนั่น โอกาสน้อยมาก.... )

อาจจะดูงงๆ แต่เป็นความเห็นผมทั้งหมดเกี่ยวกับเรือ่งนี้ ตอบในบอร์ดหลายๆที่ ( ให้นึกใหม่ก็เคลียร์ไม่สู้ยกมาหมดแบบนี้ )

จะกลายเป็นประเด็นดูถูกเด็ก ตจว. ไปซะงั้น ซึ่งผมเองก็ไม่ได้ตั้งใจจะแบบนั้น จากรีพลายในหน้า

บอกไว้ก่อนว่าผมเด็ก จ.อุบลราชธานี ซิ่วมาปีนึง เคยเรียนรามฯ ปี 1 เทอมแรก( วิ่งเข้าออก กทม. เป็นว่าเล่น ) และไม่คิดจะเข้าลำเอียงข้างฝ่าย กทม. ผมอยู่หัวเมือง ตจว. ซึ่งอยู่ตรงกลางระหว่าง กทม. กับ ชนบทห่างไกล และมองเปรียบเทียบทั้งสองฝั่ง(และฝั่งตัวเอง)

ผมเองคบค้ากับเด็ก กทม. และรู้ระดับเกรดส่วนใหญ่ของพวกนั้น ( เพราะทุกทีก็ถามคะแนนถามเกรดกันอยู่ในเรื่องเอนท์นี่ล่ะ ) และ ระหว่างเด็กในตัวเมือง ตจว. กับ ร.ร.นอกเมือง ผมถึงมาเปรียบเทียบว่าอะไรเป็นยังไง ถึงแม้จะไม่ถูกต้องทั้งหมด แต่ก็คงไม่ผิดอะไรไปจากนี้มากเท่าไหร่

ที่ผมสนใจคือ สิ่งที่เป็นอยู่ ข้อเท็จจริง ไม่ใช่ สิ่งที่หวังว่าจะเป็น หรือคิดอยากให้มันเป็น

ถ้าขี้เกียจไปไล่อ่านเพราะมันยาว ก็ยกมาให้ดูตรงนี้

=========================

ที่ผมไม่คิดว่า คะแนนเอนท์ เด็ก ตจว. กับ กทม. ส่วนใหญ่ต่างระดับกัน เพราะโอกาสทางการศึกษาเพียงอย่างเดียว เพราะเหตุผลที่อยู่ใน quote ข้างบนๆ(อันไหนไม่รู้ จำไม่ได้) ก็มีอีกเหตุผลคือ ปีที่แล้ว มีเด็ก ตจว. บางคนได้คะแนนเอนท์สูงสุดรายวิชา จนได้ไปออกรายการถึงลูกถึงคนช่วงนั้น หนึ่งในนั้นมีคนที่อยู่ ร.ร. เดียวกับผมอยู่ ( นาย ปริญัติ ....จำนามสกุลบ่ได้ - -~ .. ) ที่ใส่กางเกงสีกากีไปออกรายการคนเดียวอ่ะน่ะ

ซึ่งแสดงว่า ในตัวเมืองจังหวัดต่างๆ โอกาสการเรียนรู้มีพร้อมเพียงพอจะแข่งกับคนใน กทม.ได้ แต่เด็ก ตจว. ส่วนใหญ่จะไม่กระตือรือร้นเคร่งเครียดกับการเรียนการเอนท์แบบนั้นเพราะส่วนใหญ่จะเล็ง ม. ที่อยู่ใกล้บ้านมากกว่า ( ทางอีสาน ก็ ขอนแก่น เป็นหลัก ตามมาก็ อุบลฯ สารคาม ) ไม่ค่อยจะอยากเข้าไป กทม. ส่วนคนที่เก่งโดยสายพันธุ์ และเขาตั้งใจจะเข้า กทม. ตั้งแต่แรก คะแนนเอนท์เขาจะหรูโครตๆ ทั้งนั้นครับ ขอบอก เพียงแต่คนที่คิดแบบนี้มีส่วนน้อยก็เท่านั้น .....

ซึ่ง ใน กทม. เด็กส่วนใหญ่ย่อมอยากอยู่ใน กทม.
และการจะอยู่ได้ ก็มีทางเดียวคือ ทำให้ตัวเองชนะการแข่งหฤโหดของ ม. ต่างๆใน กทม. ให้ได้ ทั้งการแข่งคะแนนกับเด็ก กทม. ด้วยกันเอง และการแข่งกับเด็ก ตจว. ที่มั่นใจในความสามารถตัวเอง ระดับคะแนนเอนท์ใน กทม. เลยค่อนข้างสูง เพราะทุกคนอยู่ในสภาวะ " แข่งขัน " ซึ่งต่างกับความคิดของเด็ก ตจว. ในเรื่องเดียวกัน
( ทั้งนี้ไม่ขอรวมถึงที่ๆ อยู่ในถิ่น ทุรกันดาร และขาดโอกาสจริงๆ ซึ่งการแก้ไขที่เหมาะสม ต้องเข้าไปยกระดับโรงเรียนพวกนั้นครับ ไม่ใช่มาใช้แอดมิสชั่น.... )
=====================

ที่ต่างมันคือค่านิยม แรงจูงใจ และแนวความคิดในแต่ละพื้นที่ ก็เท่านั้นเอง เพราะเด็ก ตจว. ที่วางแผนจะเข้า กทม. มาตั้งแต่เนิ่นๆ พวกนี้จะขยันและตั้งใจเรียน กอบโกยวิชามากเป็นพิเศษกว่าคนอื่นๆ ไม่ได้บอกว่าโอกาสทางการศึกษาใน ตจว. ด้อยกว่า

แล้วที่ว่าเด็ก ตจว. ไม่มีโอกาสเรียนพิเศษ ..... ก็ให้ออกจากกะลา กทม. มาดูนอกกะลา ตจว. กันจริงๆ ถ้าเป็นตามตัวเมือง มีที่เรียนพิเศษกันเยอะแยะครับ ทั้งที่ อ.ในโรงเรียนออกไปเปิดสอนเอง และสอนตามบ้านอาจารย์ซึ่งถ้ามองผ่านๆจากถนนไม่มีทางรู้ว่าที่นั่นกำลังสอนพิเศษกันอยู่

ถ้าจะพูดถึง ร.ร. ที่อยู่นอกเมือง ในวิชาการดิบๆ โอกาสการหาความรู้จะน้อยกว่าในเมืองซักหน่อย และระดับเกณการให้เกรดมันจะง่ายกว่าในเมืองจริงๆ ซึ่งก็ไม่ใช่ว่าในตัวเมืองจะไม่มี ร.ร. ปล่อยเกรด แต่ในตัวเมืองมันจะมีที่ๆให้เกรดยากเพิ่มเข้าไปอยู่ และใน กทม. จะมีโรงเรียนให้เกรดยากและง่ายคละเคล้ากันไป แต่ในสภาพแข่งขันที่สูง แต่ละคนเลยเครียดกับการเรียนมากกว่าใน ตจว. และ พื้นที่ห่างไกล ( ผมแบ่งเป็น 3 ส่วน ไม่จับรวมกัน ไม่งั้นวิเคราะห์ไม่ได้ )

ถ้า นายกฯ จะมีการสำรวจความเห็นทุกฝ่ายอีกทีจริงๆ ก็เห็นด้วย

และเผื่อบางคนเข้าใจความหมาย ประชาธิปไตย ผิด แม้ตัวระบบสนับสนุนเสียงส่วนใหญ่ แต่ก็ต้องดูเหตุผลฝ่ายคนส่วนน้อยประกอบกันด้วย และสุดท้ายถึงตัดสินว่าอะไรควรทำไม่ควรทำ ( โดยคิดในเชิงกระบวนการยุติธรรม ) จะทำตามเสียงส่วนใหญ่โดยไม่สน หรือกดขี่และยัดเยียดความไม่ยุติธรรมกับเสียงส่วนน้อยมันก็ไม่ได้ เพราะถ้ายึดฝ่ายที่มีกำลังมากกว่าอย่างเดียว มันจะเป็นระบบ " สังคมนิยม " ไม่ใช่ " ประชาธิปไตย "

และที่ต้องการสื่ออีกอย่าง ระบบแอดมิสชั่น ถ้าทำให้เหมือนโควต้าจริง( ที่ไม่คิดค่า GPA และแบ่งเขตรับสมัครชัดเจน ) จะไม่มีปัญหาที่เป็นอยู่นี้เลย และตรงคอนเซ็ปการให้โอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียม โดยคงความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายอยู่ได้ด้วย

=================================

ตามที่เข้าใจ หลักการของ admission ( หวังว่าคงเข้าใจถูก )

คะแนน______GPA__วัดมาตรฐานโรงเรียน__วัดความถนัดแต่ล่ะวิชาการ

กดเกรด________ต่ำ____________สูง______________ ความสามารถ

ปานกลาง ______กลาง_________กลาง_____________ ความสามารถ

ปล่อยเกรด______สูง____________ต่ำ______________ ความสามารถ

โอกาสการได้คะแนนตาม admission ในอุดมคติ ต้องคิดค่าคะแนนของ GPA กับ วัดมาตรฐานโรงเรียน ให้มีน้ำหนักเท่ากันด้วย

ถ้าจะทำให้เป็นธรรมจริงๆ การสอบวัดมาตรฐานโรงเรียน และความถนัดวิชาการ ทั้งสองอย่างต้องจัดแบบสอบเอนท์ คือ กระจายคนไปสอบคนล่ะที่ คนละโรงเรียนแบบสุ่ม ให้นักเรียนแต่ล่ะ ร.ร. คละกันด้วย ( ถ้าทำแบบสอบ SAT ที่ผ่านๆมา คงลอกกันกระจาย )

แต่ความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้คือ ถ้าให้ GPA มีผลกับคะแนนโดยตรงค่อนข้างมากแล้ว มันไม่ใช่แค่การเปิดโอกาสการศึกษาให้พื้นที่ๆด้อยโอกาสการศึกษากว่าอย่างที่อ้างไปเพียงอย่างเดียว นั่นเป็นความจริงแค่บางส่วน

แต่ความจริงทั้งหมดมันคือ " การเปิดโอกาสให้โรงเรียนที่ปล่อย GPA ง่าย มีโอกาสสอบผ่านได้สูงขึ้น โดยทำให้ โรงเรียนที่ปล่อยเกรดยากเพื่อต้องการมาตรฐาน มีโอกาสสอบผ่านน้อยลง "

ถ้าใครจะบอกว่า " ร.ร. ที่ปล่อยเกรดยาก คะแนนดิบสูง คะแนน GPA ต่ำ , ร.ร. ที่ปล่อยเกรดง่าย คะแนนดิบต่ำ คะแนน GPA สูง , เป็นการยุติธรรมดีแล้ว เพราะมีโอกาสเข้าเรียนได้พอๆกันไม่ว่าเรียนที่ไหน "

แบบนี้ไม่ได้ดูที่ว่าเด็กเก่งกว่า ต้องได้เข้าก่อน แล้วมันเป็นระบบอะไรกันแน่ กำหนดพื้นที่เพื่อให้โอกาสพื้นที่ห่างไกลยังไม่ใช่เลย ( เพราะแอดมิสชั่นมันไม่ได้กำหนดเขตพื้นที่และอัตราการรับแน่นอนแบบโควต้า )

(อันนี้ความคิดส่วนตัว)

ค่า [b]GPA กับ คะแนนดิบ[/b] มันไม่ได้ " แปรผันตรง " ในเชิงคณิตศาสตร์ จะใช้เกณฑ์นี้ก็ไม่ได้อีก

ตัวอย่าง== โรงเรียนปล่อยเกรดยาก => GPAเฉลี่ย 2.0 คะแนนดิบเฉลี่ย 40%

โรงเรียนปล่อยเกรดง่าย => GPA เฉลี่ย 3.5 คะแนนดิบเฉลี่ย 37%

มันอาจจะออกมาทำนองนี้ เพราะ

1. หลักสูตรการเรียนเดียวกัน ความรู้พื้นฐานเท่ากัน

2. ความสามารถของสมองที่กำหนดโดยกรรมพันธุ์โฮโมซาเปี้ยน มันมีจำกัดในแต่ล่ะช่วงอายุ และระยะเวลาเรียนรู้ ที่มีค่าใกล้เคียงกัน ( สรุปคือเพดานขีดจำกัดการเรียนรู้ ณ ช่วงอายุนั้นๆ )

3.[b] ร.ร. ปล่อยเกรดง่ายกับยาก ในพื้นที่โอกาสเรียนรู้เหมือนกันเท่าเทียมกันมันมีอยู่ และเป็นจำนวนไม่ใช่น้อย[/b] คะแนนดิบที่ต่างกัน มาจากระดับความขยันที่ต่างกันเพราะค่า GPA ชักนำให้ทำ แต่ติดเพดานขีดจำกัดในข้อ 1 และ 2 อยู่ ( เหมือนอย่างที่รู้ๆกันว่า การกดเกรด เพื่อกดดันให้ นร. ขยันจะได้มีเกรดดี และเป็นการเพิ่มมาตรฐานให้เด็กเก่งกว่าโรงเรียนอื่น )

เอา GPA มาแล้วมันจะยุ่ง.... แถมไม่เป็นธรรมอีกตะหาก - - ใช้โควต้าไปเลยสิ แบ่งเขตพื้นที่ไปด้วยเลย 3 ส่วน เป็น กทม. - ตจว. - พื้นที่ด้อยโอกาส

คำนวนอัตราส่วนเท่าๆกันโดยดูจำนวน นร. ในแต่ละเขตพื้นที่

( แต่เดี๋ยวเขาก็อ้างว่า กลัวเด็กจะไม่เรียนในห้องอีก....... ก็ถ้าไม่ไปเข้าเรียนใน ร.ร. มันก็ไม่ผ่าน ติด 0 มันจะได้ใบ รบ. เอาไปสมัครสอบมั้ยล่ะครับ เวรกำ - - ก็ทำงานส่ง แล้วก็สอบตามมาตรฐานโรงเรียนไปแล้วจะเอายังไงอีก ปกติวิชาทั่วๆไป คะแนนเก็บ 60% สอบ 30% จิตพิสัย 10% อยู่แล้วนี่ ถ้าไม่ไปเรียนในโรงเรียนไม่มีทางจบออกไปได้หรอก )

==============eduzone================

http://www.eduzones.com/zone/admission1/view.php?page=7&id=184

===========================================


http://www.pantip.com/cafe/wahkor/topic/X3446376/X3446376.html

ระบบคะแนนดิบเหมือนเมื่อก่อนดีสุดแล้ว

ระบบใหม่ๆที่คิดขึ้นมานี่ เหมือนกับว่า ให้นักวิ่งแข่ง มีเส้นชัยเดียวกัน แต่กำหนดจุดสตาทไม่เท่ากัน มันยุติธรรมตรงไหน......

ปล่อยให้อนาคตของคนหลายแสน มาเป็นหนูทดลอง แย่จริงๆ

Comment

Comment:

Tweet


ผมก็อยู่ฝ่ายค้านเหมือนกันครับ
#2 by P.S. At 2005-05-06 22:36,
เว็บบล๊อกมันจัดลำดับกับรูปแบบข้อความแปลกๆแหะ ช่างมันเหอะ - -! ไล่แก้ไม่ไหว
#1 by Detonator At 2005-05-06 22:25,

Detonator
View full profile