2007/Jul/06

23 มิถุนายน 2550

- นายโอม คอมเปฯ ปี 2 (ถ้าจำไม่ผิด) เป็นคนปลุก บ้านทุกๆหลังให้ตื่นในตอนเช้า เพื่อร่วมกิจกรรมเต้นแอโรบิก( ซึ่งส่วนใหญ่จะไม่ไปกัน กำลังนอนสลบเหมือดอยู่ ) , ทั้งแจ้งให้ได้ทราบว่า เวลาทานข้าวเช้าเวลา 0730น. , ผมก็ตื่นขึ้นมาพอดี ดูนาฬิกา จึงรู้ว่าหลับไปได้ประมาณ 1 ชั่วโมง , วงไพ่ด้านข้างนอนกันไปหมดแล้ว , พยายามจะนอนต่อบ้าง แต่เครียด นอนไม่หลับ จึงตื่นเลยดีกว่า

- ล้างหน้าแปรงฟัน เสร็จเรียบร้อย มานั่งรอบนเตียงต่อ ว่าจะเอาไงกันต่อไป , ช่วงนี้เพื่อนๆที่ตื่นแล้วหลายคน ก็กำลังต่อคิวอาบน้ำกันอยู่( แต่กว่า 95% กำลังนอนไม่รู้เรื่อง ง่วงจัด) , คู่ผักบุ้งและจ๊อบ(สองคนนี้แฟนกัน - - ) นอนกอดกัน หลับทั้งคู่( และภายหลังจะพบว่า จนเกือบเที่ยง คู่นี้ก็ยังไม่ตื่น เหอๆ... ท่าทางจะฝันดี - -! )

- พวกอ้อมก็ไปอาบน้ำด้วย ,( ขณะหลับ สังเกตเห็นได้ว่าใส่ชุดที่มิดชิดดี และสวมเสื้อโค้ทสีดำทับด้านนอกอีกชั้น , นอนกอดกันกับนุ่น ) เรานั่งรอไปเรื่อย , จนถึงเวลาอาหาร ก็มีเพื่อนบางกลุ่มออกไปกินข้าว เราก็ออกไปด้วย

- แต่ทว่า ด้วยความเป็นรุ่นพี่ ต้องให้รุ่นน้องกินกันเสร็จก่อน , ดังนั้นเวลากินของพวกเราจริงๆจึงเป็น 8 โมงกว่าๆ , ข้าวเช้า มีไข่ดาว เบคอน ข้าวผัด ให้เลือกรับประทาน( จำไม่ได้หมด ขออภัย ) ทั้งมีน้ำเต้าหู้ พร้อมเครื่องของหวานใส่น้ำเต้าหู้( ใส่น้ำเชื่อม กับพวกวุ้น เม็ดอะไรสักอย่างที่คล้ายไข่กบ , และเครื่องของหวานทั่วไป) พร้อมน้ำส้ม และ น้ำเปล่า ให้ได้เลือกดื่ม

- เราตักข้าวเสร็จแล้ว ไปนั่งกินกันที่ศาลาเล็กๆที่มีโต๊ะตรงกลาง กับพวกปัด ติ้ว , เช้าวันนี้ ทะเลดูแปลกตามาก เนื่องจาก เราแทบมองไม่ออกว่า ตรงไหนคือท้องฟ้า และจุดไหนคือทะเล เส้นแบ่งนั้นจางมาก และสีท้องฟ้ากับท้องทะเล ก็เป็นสีเดียวกัน

- กินข้าวเสร็จ ส่วนใหญ่กลับห้องกันไป บ้างก็ไปนอนสลบกันต่อ บ้างก็ดูการ์ตูน( ช่องเก้า , ไอทีวี ดราก้อนบอล เคโรโระ )

- ช่วงสาย เป็นการเตรียมฐาน ให้น้องเข้า , พวกปี 3 ภาคปกติ เลือกที่ข้างสนามทราย ใต้ต้นไม้ ผม ไปช่วยกันขนเก้าอี้ไปวางเตรียมไว้ กับพวกแดง เอ็ม , ซักพัก ก็ไปรับลูกโป่งใส่น้ำ จากพวกเอิร์น ญี่ปุ่น เพื่อเตรียมไว้ให้น้องๆเล่นเกมส์บางอย่าง

- น้องๆ ซึ่งแบ่งตามกลุ่มสี(กลุ่มแบบเดียวกันกับเมื่อคืนที่ผ่านมา) จะต้องหาธง ประจำสี และห้ามไม่ให้ใครชิงธงไปได้ , พี่เลี้ยงกลุ่ม( ปี2 ) จะต้องไปร่วมกิจกรรมกับน้องๆส่วนนี้ด้วย ถ้ามีการเรียกร้อง เหอๆ และต้องรับผิดชอบธงร่วมกัน( วัสดุทำธง ก็หาเอาแถวนั้น มีทั้งซองขนมคอนเน่ ขวดน้ำโพราลิส ไม้ถูพื้น ฯลฯ )

- Step สำหรับแต่ละกลุ่มที่เข้ามาค่อนข้างคงตัว คือ 1.แนะนำกลุ่มด้วยบูม(ที่คิดค้นกันขึ้นเอง) 2.พี่ให้เล่นเกมส์บางอย่างเป็นกลุ่ม เพื่อจะหาคนที่แพ้เกมส์ ออกมาเต้นอะไรบางอย่างที่เต้นแล้วอาจจะต้องอับอาย หรือ เวียนหัว บ้าง 3. พี่จะให้โค้ดรหัสสำหรับนำไปใช้ในการแสดงช่วงค่ำ 4.พี่จะให้น้องที่หัวเราะได้สยอง หรือ ตลกที่สุด อัดเสียงใส่โทรโข่ง ก่อนที่จะให้ถือโทรโข่งนั้น วิ่งไปยังฐานอื่นๆ เปิดเสียงที่อัดไว้พร้อมขยับปากทำลิปซิ้งไปด้วย ประมาณสองรอบ

- กลุ่มหลังๆ ตรงขั้นตอนที่ 2 มีการเปลี่ยนเกมส์ จากที่เดิมใช้ลูกบอลน้ำ แต่ไม่ค่อยเวิร์ค , จึงเปลี่ยนมาเป็นวิ่งเปี้ยวขนม ปลาทอง กันแทน , กติกาคือ ใช้ปากคาบปลาทอง แล้วก็วิ่งแบบวิ่งเปรี้ยว โดยช่วงผลัดไม้ ห้ามใช้มือเด็ดขาด ส่งกันแบบปากกับปาก( - - ) ( ซึ่งก็หวังว่าจะไม่มีใครเป็นโรคอะไรในช่องปาก แล้วอาจจะเกิดการแพร่กระจายของโรค , ความจริงการเล่นลักษณะนี้เสี่ยงเหมือนกัน ถ้ามีน้องคนไหนซักคนเป็นโรคติดต่อทางสารคัดหลั่งจากร่างกายมา เช่น เอดส์ เป็นต้น.... เด็กสมัยนี้.... ยิ่งอยู่ในสังคมฟรีเซ็กซ์ด้วย เป็นที่น่าอิจฉาสำหรับรุ่นพี่บางคนเป็นอย่างยิ่ง.... เอ่อ ผู้อ่านโปรดอย่าสนใจข้อคิดเห็นส่วนตัวตรงนี้ให้มากนักน่ะ ) , ซึ่งทีมใดแพ้ ก็ออกมาเต้นกันทั้งกลุ่ม ส่วนใหญ่เป็นการเต้นสันทนาการ ความหมายสองแง่สามง่าม ท่าเต้นช่วนให้คิดลึกหรือดูตลก+อุบาทว์ ต่างๆ

- ผมน้ำมูกใหลตลอด , ดังนั้น จึงไปหาอ้อม(ซึ่งเป็นฝ่ายพยาบาลนั่งอยู่ตรงนั้น ) ขอยา คลอเฟรนิลามีน (ยาลดน้ำมูก ซึ่งทำให้ง่วง) มากิน 1 เม็ด

- การแสดงผ่านไปเรื่อยๆ จนพักเที่ยง , ทั้งหมดไปกินข้าวเที่ยงกัน(จำรายการอาหารไม่ได้)

- กินเสร็จ กลับมาที่ฐานกันต่อ , เพลงบูมของน้องบางกลุ่ม ท่าทางอุบาทว์มาก เหมือนเริ่มจะติดเชื้อผีเข้าผีออกจากพวกรุ่นพี่ต่างๆ , เป็นลักษณะแสดงความหมายลามก หรือบางกลุ่มมีการถามถึงหอย สีชมพู( เพราะเป็นกลุ่มสี ชมพู - - ) ผู้ชายพูดเสียงดังดี ผู้หญิงพูดแบบไม่กล้าพูดเท่าไหร่( แน่ล่ะ... ดีไม่ดีบางคนอาจจะรู้สึกว่าเป็นการลวนลามทางคำพูดด้วยรึเปล่าไม่รู้ ) , อีกกลุ่ม มีการตบท้ายการบูมด้วยการทำท่าการสำเร็จความใคร่ของผู้ชาย(คนแสดง 1 คน ) แล้วเพื่อนชายที่เหลือก็จะเอาขวดน้ำ ปั้มหลอดดูด ไปนั่งด้านหลัง ทำเป็นน้ำแตกออกมา (- - ) พวกผู้หญิงก็จะกรี๊ดกันกับท่าทางลามกนั้น( เป็นการแสดงส่วนหนึ่งของการบูม.....)

- คิ้ม , โดนกลุ่มคนบางกลุ่มเอาตัวไปโยนลงน้ำทะเล

- ถึงคราวซะแล้ว , เจอกลุ่มที่มีน้องบิ๊ก(ปี2 ) เป็นพี่เลี้ยงมา ซึ่งเพื่อนชอบหาว่าหน้าเหมือนเรา( เราหล่อกว่าตั้งเยอะ T-T ไม่เหมือนเลยจริงๆ ) , เมื่อถึงคราว เพื่อนก็รวมหัวกันให้เราออกไปเต้นกับน้องบิ๊ก ประกอบคำพูดเสียงหัวเราะที่อัดไว้ในโทรโข่งสุดอุบาทว์ซึ่งน้องกระแตได้เหลือทิ้งเอาไว้....พูดว่า ข้าคือตัวแทนแห่งดวงจันทร์ จะลงฑัณแกเอง ... 5 5 5 5 , เรานึกไม่ออก น้องเสนอมาว่า เอาท่าฟิวชั่น ก็แล้วกัน อืม จำท่าฟิวชั่นไม่ค่อยได้ เลยดูตามน้องตลอด(ซึ่งน้องก็จำไม่ได้เหมือนกันล่ะ เต้นเอาแค่บางส่วน ) .... ฉากนี้คงอธิบาย แต่ยังไงก็ตาม การเข้าฐานต่างๆ มีคนอัดวีดีโอไว้(รวมทั้งที่เปาเต้นด้วย) อืม ......

- เวลาผ่านไป จนจบกลุ่มสุดท้าย , เย็นแล้ว ฝนใกล้ตกแล้ว จึงช่วยกันขนเก้าอี้กลับเข้าไปเก็บกัน

- กลับไปรอในห้องพัก จนกว่าจะถึงเวลาข้าวเย็น , พวกเราก็เล่นอะไรกันไปเรื่อย ตอนนี้ ผมก็เรียนรู้การเล่นไพ่แบบ สลาฟ จนจบหลักสูตร , ซึ่งตั้งใจไว้ว่า จะไม่เล่นแบบเอาเงินเด็ดขาดอยู่แล้ว

- ได้เวลากินข้าวเย็น , วันนี้ข้าวแนวข้าวราดแกงเหมือนเคย แต่แถวยาวมากๆ โค้งกันหลายรอบ , นอกจากนั้น โดยมีการกั้นให้รุ่นพี่บัณฑิต ได้เข้าไปตักข้าวก่อน , รุ่นอื่นๆ จึงคละเคล้าเข้าไปรับข้าวกัน
- ลืมบอกไปว่า เนื่องจาก กุ้ง ได้ฝากเงินภาคไว้กับกระเป๋าคอมฯ ของเรา , ซึ่งเราก็ต้องรักษาคอมฯ แล้วก็เงินภาคนี้ทั้งสองอย่าง จึงต้องใช้กุญแจล๊อกกระเป๋าไว้แล้วสะพายตลอด ไม่วางทิ้งไว้ , ซึ่งแบกทั้งวัน ก็หนักเอาเรื่องอยู่ - -

- โต๊ะแทบไม่มี จึงมีการนั่งพื้นบ้าง , แต่เราพอดีหาโต๊ะได้ ก็ได้กินดีหน่อย

- กินเสร็จ รอการแสดงของน้องช่วงค่ำ , มีการแจงประกาศชื่อโดยพ่วงคำผวนลามกอุบาทว์ต่อเข้าไป ต่างๆ( ซึ่งเน้นคำผวนลามกใต้สะดือเป็นหลัก , เหมือนเป็นฉายาให้น้อง , ซึ่งผมก็ยังไม่เข้าใจจุดประสงค์นัก )

- กลับไปพักรอที่ห้องก่อน , ช่วงนี้ฝนตกปรอยๆตลอด , เรานั่งอยู่หน้าบ้าน เจอพวกอ้อมออกมาพอดี(รวมพวกแกน ญี่ปุ่น ฯลฯ ) จะออกไปตักทรายใส่ถ้วยโฟม เพื่อปักเทียนทำพิธีบายศรี , ซึ่งเราก็เห็นแต่ละคนกางร่มกันออกไป ... โดยที่เราก็คิดอยู่ว่าตามไปดีมั้ย แต่ก็เห็นว่าเพื่อนเขาช่วยกันเยอะแล้ว ไม่ไปดีกว่า - -

- ปาล์มเดินมาที่บ้าน ถามว่า มีใครมีร่มอีกมั้ย เอาไปให้พวกที่ไปขุดทรายหน่อย , ผมจึงตัดสินใจ เอาร่มออกไป ( ประเป๋าคอมฯ + กระเป๋าประจำตัว ยังสะพายอยู่ ^^ ) , ไปถึงก็กางร่มให้พวกที่กำลังขุดทรายกัน ( มี อ้อม ใหม่ ตาล ต้า ญี่ปุ่น ปุ๊ก เอิร์น ท๊อป โดยประมาณ ) , แน่นอนว่าเราตั้งใจมาดูแลอ้อม แต่มีเพื่อนกางร่มให้แล้ว เราจึงทำหน้าที่เพื่อน กางให้คนอื่นๆที่ยังไม่มีร่มแทน , จนตักทรายเสร็จ ล้างเท้ากันตรงก๊อกน้ำที่ทางขึ้นหาดนั้น เราก็ยังกางร่มให้อยู่ โดยที่ไม่รู้ว่ามีใครใส่ใจรึไม่( ช่างมันเหอะ - - ) , ตอนที่กำลังจะไปกันแล้ว ปุ๊กไปล้างเท้า เราก็นึกได้ว่ายังไม่ได้ล้างเท้า จึงไปล้างด้วย แล้วก็กางร่มให้ปุ๊กไปด้วย ก็ได้รับการขอบคุณมา ( นานๆที่จะทำอะไรให้เพื่อนๆแบบนี้ ไม่ค่อยชินแหะ - -a )

- เสร็จจากจุดนี้ ก็ย้อนพวกอ้อมกลับไปเข้าที่พัก อาบน้ำอะไรกันแล้ว และก็จะไม่ได้ออกมาอีกจนกว่าจะบายศรี , เรานั่งรอการแสดง เพราะมีน้องปี 2 ติดต่อไว้ขอใช้คอมเราในการเปิดเพลง mp3

- การแสดงแรกๆ ยังไม่ใช่การแสดงของแต่ละกลุ่ม , เป็นเหมือนรุ่นพี่จับให้น้องไปอุ่นเครื่องมากกว่า , มีการเล่นเพลง แมงมุม( ลามกมากเลยท่ามัน , คือ เล่นกันแบบท่ากามสูตร เช่น ร้องว่า แมงมุม มันมี 8 ขา เดินไปเดินมา ขะยึบ ขะยึบ ก็ต้องทำท่าร่วมเพศที่มีขารวมของทั้ง 2 คน แตะพื้นอยู่ 8 ขา เป็นต้น , นักแสดงทั้งหมดเป็นชาย (- - ) เป็นอีกสิ่งที่รุ่นพี่ปลูกฝั่งความเสื่อมขึ้นแท้ๆเลย ,

- ผ่านไปถึงการแสดงของแต่ละสี , ไปเรื่อยๆ........จนถึงคราวเราต้องใช้คอมฯ , ก็จัดให้ไป ( กระเทย เต้นล้อเพลง สวยนิดนึงส์ ซึ่งล้อทาทาอีกที มาเป็นเพลงลาวๆอีกทีนึง ) ตะกุกตะกักนิดหน่อย แต่ก็ผ่านไปได้

- จบการแสดง เริ่มเข้าสู่การบายศรี , เริ่มที่มีพี่ มาพูดกล่อมเสียก่อน , ปลุกใจ , ใช้จิตวิทยาในการพูดเรื่องมิตรภาพ เพื่อนฝูง หรือ การเชื่อใจกัน (ยอมรับว่าคนนี้มีจิตวิทยาการพูดดี , คนทั่วไปคล้อยตามได้ง่าย, แต่ ไม่ใช่เรา - -a ) ความหมายว่า เราควรต้องเชื่อใจเพื่อนๆ ต้องรักกัน ต้องช่วยเหลือกัน(ไว้ใจซึ่งกันและกัน) ไม่ทอดทิ้งกัน(สัญลักษณ์คือการให้จับมือกันไปผ่านด่านที่โดนแกล้งวันแรก) และตามธรรมเนียม ... บอกว่า มิตรภาพที่จะอยู่กันตลอดไป , ขณะพูดมีการดับไฟ จุดเทียน น้องหลับตา ให้จูงมือเดินแถว ไปนั่งเรียงเข้าที่ตามเทียน ในการผูกข้อมือ พร้อมกับพี่ๆล้อมวงร้องเพลงซึ้งๆประจำมหาลัยหลายๆเพลง ด้วยน้ำเสียงชวนขนลุก , โอ้ว จิตวิทยาหมู่โดยแท้ , แม้แต่เปา ยังขนลุกได้ (แม้จะรู้แก่ใจว่า นี่เป็นเพียงความรู้สึกร่วม ของการที่คนทั้งกลุ่ม ปรารถนาสิ่งหนึ่งๆ แล้วทุกคนก็เชื่อว่าสิ่งนั้นได้มีแล้ว จากการนับเสียงของคนที่เชื่อว่ามันได้มีขึ้นแล้ว และอยู่ตรงนี้ ; ซึ่งเราก็ต้องไม่ลืมว่า เรามักปักใจเชื่อในสิ่งที่เราอยากให้เป็นได้ง่ายๆกันอยู่แล้ว และ ความเชื่อไม่เท่ากับความจริง , การที่คนทั้งกลุ่มสังคมเชื่อว่ามันเป็นจริง ไม่ใช่เป็นตัวยืนยันว่า สิ่งที่เชื่ออยู่ เป็นความจริงได้ เรื่องนี้ต้องวัดจากระดับธรรมชาติเท่านั้น ) ; แต่ถ้าจะตอบสนองต่อวัตถุประสงค์ที่ว่า อยากให้น้องๆมีความรู้สึกใกล้ชิดกันมากขึ้นและรักกันมากขึ้น ก็ต้องถือว่าตรงจุดประสงค์...อย่างมากก็แค่ชั่วคราวล่ะน่ะ เรื่องแบบนี้ ไม่จีรัง(แต่ปุถุชนทั่วไป มักยอมรับความจริงลักษณะนี้ไม่ได้ หรือลำบากใจที่จะยอมรับ )

- ร้องเพลงอยู่ดีๆ เพื่อนกระจายกลุ่มหายกันไปแล้ว ( โอ้ว กรูซวยแล้ว ทำไงดี พีธีการกรูไม่รู้ =[]=! ) , คนพลุกพล่าน , ไม่ทันรู้ตัว นี่เปามายืนข้างๆอ้อมตั้งแต่เมื่อไหร่หว่า( เห็นอ้อมคุยกับรุ่นพี่คนนึง , ถ้าจำไม่ผิด คงเป็นพี่ใหม่มั้ง )

- รุ่นพี่ ก็ได้รับสายสิญจน์กันคนล่ะประมาณ 10-20 เส้น , แล้วสามารถไปเข้าที่หน้าน้องที่ว่างได้ตลอด ถ้าต้องการผูกสายสิญจน์ให้ใคร ซึ่ง ตาล ได้นำสายสิญจน์มายัดให้เรา - -a เอ่อ ... ไอ้เปาซึ่งไม่เชี่ยวพิธีการ ยังงงๆๆ กับเรื่องที่เกิดขึ้น( นี่กรูต้องทำอะไรต่อ พิธีการนี้ต้องทำอะไร ถ้าเราทำผิดขั้นตอนจะเป็นยังไง - -a เหอๆ........) ว่าแล้วก็สังเกตการณ์ซักพัก พอรู้คร่าวๆ เพื่อนก็สั่งให้ลุย โดยเราวางกระเป๋าคอมไว้ด้านข้างสถานที่(ตอนแรกกุ้งนนท์รับปากจะดูให้ ไปๆมาๆ คนเฝ้าหายไปไหนฟร่ะ - - ) เราก็ไล่ผูกสายสิญจน์ไปเรื่อย พยายามหาเรื่องคุย ( เพิ่งรู้ว่าต้องลนน้ำตาเทียนที่ปมสายสิญจน์ด้วย อืม... ปล่อยไก่ไปเล็กน้อย ถ้าน้องไม่ทัก เราก็ไม่รู้ เหอๆ..... -_,- )

- ผูกไปเรื่อยๆ เหมือนรถขายโอ่ง จนมาถึงที่นึง ผูกเสร็จคุยกับน้องเสร็จแล้ว กำลังจะลุกออก หันควับไป , เฮ้ย!? อ้อมกำลังผูกสายสิญจน์ให้น้องนั่งข้างๆเราเลย O[]O มาจากไหน (บรรยากาศใต้แสงเทียนนี้ .. โอ้ว น่าเสียดายจริงๆ ที่ไม่ใช่สองต่อสองแหะ ) , แต่เราก็ลุกออกเดินต่อไป เหมือนตอนนั้นจะอารมณ์เมินๆบ้างปนอยู่บ้างด้วย - -a ไม่ทราบสาเหตุ

- ผูกสายสิญจน์ไปถึงน้องโอปอ , เห็นกล้องดิจิตอลของวัด วางทิ้งไว้ ( สะเพร่าโครตๆ เจ้าของมันยังไม่รู้ตัวอีกด้วยซ้ำ ) เราก็เลยถามน้อง แล้วก็เลยเก็บเอาไปคืนให้หลังงานเสร็จ

- พิธีบายศรีเสร็จ ได้เวลาอาหารดึกแล้วสิ , ก็เข้าแถวกันไปกินข้าวต้มอีกครา ^^

- คืนนี้ไม่มีการสรุปผลอะไรให้นั่งอยู่ต่อ จึงแยกย้ายกันกลับไปที่พัก

- เช่นเคย เราคิดว่าจะอาบน้ำ แต่เห็นจำนวนคนก็ต้องเปลี่ยนใจ นอนเลยดีกว่า ( จำเวลานอนไม่ได้ คิดว่าราวๆ ตี 2 ได้มั้ง ) ตอนนี้สภาพห้องพักส่วนหลังเริ่มจะเละมาแล้ว เนื่องจากมีการใช้งานเกินขีดจำกัดผ่านไป 2 วัน จึงแฉะๆ และชักจะสกปรก ไม่มีอุปกรณ์ทำความสะอาด เราก็ยังไม่รู้จะทำอะไรได้

- ได้นอนหลับในคืนนี้ โดยเบียดอยู่กับแดงและเฮียหมู( นอนร่องเตียงพอดีเลยกรู - - )

- ตื่นมากลางดึก เนื่องจากสาเหตุไม่พึงประสงค์บางอย่างคือ 1.พัดลมดูดอากาศไม่เปิด จากการกระทำของคนขี้ร้อนหาว่าทำให้แอร์ไม่เย็น 2.แอร์ถูกปรับลงไปที่ 20 องศา... บ้ากันไปแล้ว []- นอนหลับที่อุณหภูมิต่ำขนาดนั้น เดี๋ยวแข็งตายพอดี( hypothermia ) ไม่ได้ดูกันเลยว่าบางคนไม่มีผ้าห่ม ; เราจึงลุกขึ้นมา ด้วยตัวสั่น รู้สึกเหมือนถูกแช่แข็ง( เผลอนอนต่อกรูตายแหง ) หลบออกไปด้านหลังซึ่งไม่มีแอร์ ซักพักจึงกลับเข้าไป พร้อมปรับแอร์ให้อุณหภูมิอยู่ที่ 25องศา และเปิดพัดลมดูดอากาศ ; ซักพักจึงนอนต่อไป , แต่น่าโมโหหน่อย ที่ตื่นเช้ามา แอร์ก็ไปที่ 20 และพัดลมดูดอากาศปิดอยู่อีกแล้ว - - ( ชักเครียดอีกล่ะ คนปรับแอร์พวกที่ไม่มีความรู้ทางเทคนิคพวกนี้ จะฆ่าเพื่อนไม่รู้ตัวเหรอไง ) ; เพราะนอกจากต้องระวังการที่อุณหภูมิร่างกายต่ำเกินไป( ซึ่งจะยิ่งทำให้ง่วง ซึม ถ้าเผลอหลับก็ตายเลย ) ยังมีการที่ห้องขนาดจำกัดปิดทึบ ไม่เปิดพัดลมดูดอากาศแต่ให้คนเข้าไปนอนอัดกันราว 40 คน ยังต้องรวมเรื่องพิษของ CO2 เข้าไปอีก( ซึ่งทำให้ง่วงซึม กล้ามเนื้อเป็นอัมพาต และตายไปได้เหมือนกัน ) , เรียกว่า ถ้าจะตาย ก็ไม่รู้ตัวทีเดียวว่า นี่ถึงที่ตายตั้งแต่เมื่อไหร่

- นอนต่อไป... จบเรื่องของวันนี้



ต่อกันด้วยตอนที่ 2 น่ะครับ :) , เพิ่งรู้ตัวเองว่า ความเครียด ความโกรธเป็นพลังให้เราได้ขนาดนี้เชียว ปกติผมไม่ใช่คนที่จะอดนอนได้น่ะ เพราะจะทำให้ง่วงไปทั้งวัน เผลอเป็นหลับ , แต่เพราะมีความเครียด ความโกรธ เป็นพลัง จึงไม่รู้สึกง่วงเลยแม้แต่หน่อย( ถือเป็นข้อดีได้มั้ย ^^! ) แม้แต่ยาลดน้ำมูก+นอนกลางคืนแค่ 1 ชั่วโมง ก็ไม่สามารถทำให้ผมง่วงได้อย่างจริงจัง

;

ในขณะที่ ณ วันนี้ นอนคืนล่ะ 6 ชั่วโมง มาแค่อาทิตย์เดียว( ปกติผมต้องนอนคืนล่ะ 7 ชั่วโมง ถึงจะได้พักเต็มที่ ) ทำไมมันเหนื่อยแทบตายก็ไม่ทราบ -__- เมื่อเช้า เล่นไม่อยากนั่งรถออกไปเรียนคาบ 8 โมงเลย , รู้สึกเหมือนใกล้หมดพลัง + เหมือนเริ่มจะเป็นไข้

Comment

Comment:

Tweet


อ่านตอนที่ 2 ก็ขำๆ ดีนะ

ประสบการณ์การรับน้องวิศวะฯ ของผมไม่ค่อยโสภาเท่าไหร่หรอก โดยเฉพาะรับน้องต่างจังหวัด เป็นเรื่องจริงที่คำพูดปลุกใจพื้นๆ ใช้กับผมไม่ได้เลยแม้แต่น้อย ไม่สามารถดึงอารมณ์ร่วมใดๆ จากผมได้ เพราะผมไม่ค่อยซึ้งกับอะไรที่พยายามปรุงแต่งโดยสาระของมันไม่มี สิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมไม่ค่อยชอบ ก็คงเป็นเนื้อหากิจกรรม ทั้งการแสดง การรับน้อง การบูม ที่ไม่พ้นเรื่องใต้สะดือเป็นประจำ (แสดงถึงความหมกมุ่นของเด็กไทย) มันเลยบั่นทอนทรรศนคติต่อปัญญาชนของไทยโดยรวม ให้ผมมองมันเป็นแค่กิจกรรม "ปลดปล่อย" อย่างหนึ่งเท่านั้น

พูดถึงรับน้องที่ระยอง ปี 3 ที่ผมไปร่วมในฐานะรุ่นพี่ ทำให้ผมอดไม่ได้ที่จะนึกถึงการนอนกลางทรายใต้แสงดาวระยิบระยับท่ามกลางสายลมยามค่ำคืน ... ทั้งชีวิตก็คงไม่มีโอกาสงามๆ แบบนี้ให้เห็นอีกกระมัง ถ้าแอร์มันเย็นมาก ก็ออกมานอนข้างนอกให้สิ้นเรื่องเลยดีมะ 555+
นึกภาพ สงครามแอร์ออกเลย ตอนผมไปค้าง ตจว. กับกลุ่มเพื่อนซี้ ใครตื่นมามันต้องปรับแอร์ คนชอบร้อนก็รับแอร์ร้อน (25 องศา) ส่วนผมเหงื่อแตกต้องลุกมาปรับเป็น (22 องศา) ประมาณว่า พบกันครึ่งทาง (แต่ของผมทุกคนมีผ้าห่ม) สุดท้ายแล้วก็แย่งกันปรับแอร์กันตลอดคืน

อ่านแนวการ report ของเปาแล้วขำอีกอย่าง ท่ามกลางความวุ่นวายต่างๆ นาๆ จะมีจุดส่วนตัวที่ในหัวคิดเรื่องต่างๆ ผ่านมุมมองของตัวเองเสมอ ...

แปลกดีที่มีอ้อมอยู่ตรงนั้นตลอดเวลา
(จริงๆ ไม่แปลกหรอก)
#3 by Gow27 At 2007-07-21 17:08,
/me เซซังมาจากบล็อกตัวเองด้วยความมึน

เดโทคะ ซัดโอซะเยอะเชียว

= =
#2 by Alonegirl ~ โอจังงับ At 2007-07-15 16:01,
รับน้องอะไรคะเนี่ย ระทึกจริง

แต่ก็น่าสนุกดี มั้ง

มีเรื่องแจ้งให้ทราบค่ะว่าอากิให้เดโทหรือไม่ก็ฮิโตเปิดกระทู้ CCC ไปได้เลย

อากิไม่ว่างจริงๆค่ะ
#1 by Alonegirl ~ โอจังงับ At 2007-07-08 19:49,

Detonator
View full profile